2007/Sep/12

Original Novel : Capella ตอนที่6

----------- เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Boy's love ชายรักชาย หากท่านใดไม่ชอบเรื่องราวเหล่านี้กรุณากดกากบาทที่มุมขวาบนแล้วปิดตาไปนะคะ -------------

**** ลิขสิทธิ์ของนิยายชิ้นนี้ถือเป็นสิทธิ์ขาดของผู้แต่ง ห้ามนำไป copy paste แปะ ปรับปรุง ตัดต่อ เพิ่มเติม หรือกระทำการใดๆ ก็ตามก่อนจะได้รับอนุญาตจากผู้เขียนก่อนนะคะ ****

อ่านตอนที่5 ได้ที่นี่>> http://arthy.exteen.com/20070912/novel-capella-5

อ่านตอนที่4 ได้ที่นี่>> http://arthy.exteen.com/20070911/novel-capella-4

อ่านตอนที่3 ได้ที่นี่>> http://arthy.exteen.com/20051031/novel-capella-3

อ่านตอนที่2 ได้ที่นี่>> http://arthy.exteen.com/20051003/novel-capella-2

อ่านตอนที่ 1ได้ที่นี่>> http://arthy.exteen.com/20050902/capella-1



แสงสว่างของอรุณรุ่งพาดผ่านราวป่าที่เขียวครึ้มไปด้วยพุ่มไพรและเถาวัลย์ต่างๆ เสียงนกตัวจ้อยร้องเรียกสติสัมปชัญญะของบุรุษหนุ่มรูปงาม เนตรสีรุ่งอรุณสั่นพลิ้วก่อนจะเปิดขึ้น สะท้อนกับแสงตะวันยามเช้า มาเทส องครักษ์หนุ่มผู้อยู่เคียงข้างจัดการตระเตรียมสิ่งของสำคัญสำหรับการเดินทางรวมทั้งการทำความสะอาดร่างกายแก่ผู้เป็นนายซึ่งเป็นหน้าที่ประจำของเขาอยู่ทุกวัน

ข้าขออนุญาตครับ ท่านคาเพล

อืม น้ำเสียงที่ยังแสดงถึงความรู้สึกง่วงงุนตอบรับมาอย่างเรียบง่ายของผู้เป็นนาย ด้วยความเคยชินที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาทุกวัน เสื้อคลุมตามแบบนักพรตสีขาวถูกปลดเปลื้องลงมาถึงบริเวณเอว เผยให้เห็นถึงผิวกายขาวละเอียดราวกับหิมะใหม่ ผ้าชั้นดีถูกชุบน้ำในอ่างน้ำอุ่นที่จัดเตรียมไว้ด้านข้าง องครักษ์หนุ่มค่อยๆ ไล้ผ้าสีขาวสะอาดเปียกน้ำหมาดๆ ผืนน้อยไปทั่วร่างกายส่วนบน เริ่มจากใบหน้าสวยได้รูปไล้ถึงคอขาว ไหล่กว้างแต่สมส่วน แขนยาวเรียว มาจนถึงหน้าท้องเรียบ อาจกล่าวได้ว่าหากบุรุษผู้นี้กลายร่างเป็นหญิงสาวได้ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดในโลก ย่อมยอมตกเป็นทาสอย่างมิอาจหนีพ้น เมื่อทำความสะอาดร่างกายส่วนบนเรียบร้อยแล้ว มาเทสจึงย่อกายลงเพื่อทำความสะอาดส่วนถัดไป หากแต่เสียงหนึ่งขัดขึ้นก่อน

ช่างเป็นองครักษ์ที่ดูแลได้อย่างหมดจด ทุกส่วนจริงๆ นะ ออกเดินทางได้แล้วล่ะ คุณชายคาเพล ท้ายเสียงของผู้เอ่ยออกแววหยันนิดๆ แต่ผู้ถูกเอ่ยถึงไม่ใส่ใจ

วาณิชที่ดีควรรู้จักการรอเมื่อจำเป็นต้องรอ เจ้าเป็นวาณิชแห่งคาเซีย ย่อมเคยได้ยินคำเปรียบเปรยนี้ใช่ไหม เดเลียส ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อหลังจากสัมผัสกับอากาศยามเช้ายิ้มกลับ พร้อมกับปรายตาไปยังบุรุษผู้ที่บัดนี้สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มและผ้าโพกศีรษะลักษณะเดียวกับวานนี้

ถูกของเจ้า แต่ว่าข้าคิดว่าในการนี้ไม่มีความจำเป็นต้องรอ หากองครักษ์ของเจ้าทำได้ชักช้านัก ข้าจะจัดการให้เอง เอาไหม ข้ามั่นใจว่าข้าทำได้ดีกว่าองครักษ์ของเจ้า มาก การตอบกลับครั้งนี้ยั่วโทสะของมาเทสมากที่สุด เขากระชับดาบสีเงินที่วางอยู่ข้างกายและพุ่งเข้าหาเดเลียสทันที

แชร๊งงง เสียงดาบกระทบกับดังสนั่น พร้อมกับประกายไฟที่เกิดจากการปะทะวูบหนึ่ง ไนท์ หนึ่งในแปดผู้ร่วมเดินทาง กระโดดเข้าขวางในทางดาบของมาเทสก่อนที่ปลายดาบจะต้องกายนายของตนแม้เพียงเสี้ยว

หากเจ้าคิดทำร้ายนายข้าแม้เพียงนิด ข้าจะฆ่าเจ้าซะ ไนท์เขม่นเสียงเข้ม

ก็เอาสิ เจ้าเองก็จะสูญเสียคนของเจ้าตลอดไปเช่นกัน และข้ามั่นใจว่า ยาลาส คนผู้นั้นต้องมีความสำคัญสำหรับพวกเจ้า ไม่มากก็น้อย ดูจากอากัปกิริยาของนายเจ้าเมื่อวานนี้ มาเทสขู่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวต่อภยันตรายใดๆ

เอาล่ะๆ ออกเดินทางได้แล้ว มาเทสเก็บดาบแล้วเตรียมข้าวของซะ ที่เหลือข้าจัดการตัวเองได้ ขอเวลาข้าอีกสักชั่วครู่ได้ไหม เดเลียส เสียงตัดบทอย่างเหนื่อยหน่ายของคาเพลดังขึ้น เดเลียสพยักศีรษะรับก่อนที่จะเรียกไนท์ให้เดินกลับไปยังอีกฝั่งพร้อมกับตน มาเทสเองเมื่อถูกปรามก็ข่มอารมณ์ เดินกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อไป หลังจากเตรียมการเดินทางเป็นที่เรียบร้อย คาเพลในชุดนักพรตหนุ่มสีขาวเกศายาวสีเดียวกับไพรพฤกษ์ และองครักษ์หนุ่มมาเทสในชุดคลุมสีเงินเช่นเดียวกับเกศาสีเงินยาวประบ่าของเขาเดินข้ามฝั่งมาเพื่อสมทบกับอีกฝ่ายที่เตรียมการไว้รออยู่แล้ว

พิษของเดเลียสในร่างคาเพลนั้นทำให้ผู้ต้องพิษมิสามารถร่ายเวทย์ได้ดังใจ หากแต่เมื่อเทียบกับความรุนแรงของพิษ ไตรราตรี ที่ยาลาสได้รับแล้วต้องถือว่าความรุนแรงของพิษนั้นต่างกันอย่างยิ่ง ระหว่างที่คาเพลสามารถเดินเหินได้ตามปรกติวิสัย สติสัมปชัญญะของยาลาสนั้นยังไม่กลับคืนมา การเดินทางในภูมิประเทศของพรีเทียที่เต็มไปด้วยหุบเขาและเหวลึกนั้น การจะต้องหามเปลไปด้วยพร้อมกับเดินทางให้รวดเร็วนั้นเป็นไปได้อย่างยากเย็นยิ่ง หลายคราที่เกือบจะพลาดพลั้งตกไปหุบเหวลึก แต่ด้วยความสามารถและความเชี่ยวชาญของผู้ติดตามทั้งหกจึงสามารถผ่านพ้นไปได้ หากแต่เวลาหนึ่งทิวา หนึ่งราตรีที่คาดการณ์ไว้นั้นผ่านพ้นไปเร็วกว่าที่เห็นในขณะที่การเดินทางยังคืบไปได้ไม่ถึงแม้เพียงครึ่ง

คาเพลเองนั้นเมื่อไร้เวทย์การเดินทางก็ลำบากมากขึ้นสำหรับเขาเช่นกัน จากการที่เคยใช้รูสในการข้ามโตรกผาต้องมาใช้กำลังของตนในการปีนป่าย บางครั้งชะง่อนเหลี่ยมหินปาดเข้ากับผิวกายละเอียดขาว เผยให้เห็นโลหิตสีแดงซึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ใช้สัตว์เวทย์ของมาเทสเถอะ คุณชายคาเพล อย่าฝืนไปเลย คำพูดที่แฝงความเย้ยหยันของเดเลียส กล่าวกับอีกฝ่ายที่ยืนกรานต้องการเดินทางเองแม้ว่ามาเทสจะพยายามหยิบยื่นยูนิคอร์นของตนให้อย่างไรก็ตาม

ห่วงเรื่องคนของเจ้าเถอะ ไม่ต้องมาห่วงข้า คาเพลตอบกลับโดนไม่สบตาอีกฝ่าย คำปรามาสของเดเลียสซึมลึกเข้าไปในจิตใจของบุรุษหนุ่มรูปงามที่บัดนี้ชุดนักพรตสีขาวบางส่วนเปรอะเปรื้อนด้วยคราบโคลน ใบหน้าสีขาวกลายเป็นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ขาเรียวยาวทั้งสองยังคงก้าวต่อไปเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกปรากฏแสงเหลืองนวลของดวงจันทร์ที่เป็นการบอกอำลาดวงตะวันของวันที่หนึ่งให้ลับลาไปนี่นับเป็นราตรีที่สองนับจากยาลาสถูกพิษ การเดินทางที่ยังไม่คืบหน้าเยี่ยงนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มบุรุษทั้งเจ็ดคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุรุษผู้มีเนตรสีน้ำเงินเข้ม เนตรไพลินของเขาส่อแววครุ่นคิด ใบหน้าคมสันส่อแววเครียดขรึมมากกว่าเมื่ออรุณรุ่งนี้นัก ฝ่ายคาเพลเองนั้นก็คาดไม่ถึงเช่นเดียวกันถึงความล่าช้าในการเดินทางกว่ากำหนดเช่นนี้ การเดินทางกลางไพรในยามวิกาลนั้นย่อมไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน ทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจพักบริเวณใกล้กับลำธารใสอีกครั้ง ลำธารที่เคยกว้างเมื่ออยู่ปลายน้ำกลายเป็นลำธารสายเล็กๆ เสียงน้ำกระทบหินส่งเสียงเสนาะหู การเดินทางของพวกเขาเป็นการเดินทางทวนขึ้นมายังต้นน้ำ เนื่องจากพรีเทียเป็นประเทศที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด หากเทียบกับอาณาจักรทางตอนกลางอย่างคาเซีย ซึ่งเต็มไปด้วยสินแร่ และอาณาจักรทางตอนใต้อย่างลาเดียที่อุดมไปด้วยพลาหารจากมหาสมุทร

คาเพลและมาเทสยังคงยืนกรานที่จะแยกเพิงพักกับฝ่ายเดเลียส แต่ครั้งนี้อีกข้างฝั่งลำธารเป็นชะง่อนหินรวมทั้งโคลนตมไม่เหมาะแก่การหยุดพักยิ่งนัก ฝ่ายนักพรตหนุ่มจึงได้แต่จนใจยอมพักอยู่ฝั่งเดียวกับฝ่ายของวาณิชหนุ่มและพวก ชุดของคาเพลถูกสับเปลี่ยนใหม่หลังจากชุดเก่าถูกชะง่อนหินเฉือนจนไม่เหลือสภาพ ครานี้จากชุดนักพรตหนุ่มสีขาว กลายเป็นชุดสีเขียวอ่อนขับกับเกศาสีเขียวมรกตของอีกฝ่ายนัก คาเพลนั่งอยู่บนพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อนในขณะที่ฝ่ายผู้ติดตามของเดเลียสและมาเทสองครักษ์หนุ่มกำลังตระเตรียมอาหารมื้อค่ำซึ่งเป็นมื้อแรกของวันนี้อยู่

ทานซะ เดเลียสเอ่ยพร้อมกับยื่นปลาที่ถูกย่างอย่างพอดีให้กับคาเพล กลิ่นหอมอบอวลชวนให้ผู้ที่เดินทางตรากตรำมาทั้งวันอยากดึงมารับประทานทันที หากแต่เขาเองก็ไม่อยากรับไมตรีจากอีกฝ่าย ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็วางยาพิษจนทำให้มีสภาพเยี่ยงนี้ เขาจึงพยายามหักห้ามใจของตนไว้ก่อน

เจ้ากินก่อนเถอะ ข้าไม่หิว

เจ้าแน่ใจ เราเดินทางกันมาไม่หยุด นี่เป็นอาหารมื้อแรกของวันนี้ดังนั้นทานซะ ก่อนเจ้าจะผอมยิ่งไปกว่านี้ เดเลียสถามสำทับ อีกฝ่ายไม่ตอบกลับ เนื่องจากกลิ่นของปลาย่างที่หอมหวนนั้นเรียกร้องความอยากในท้องของตนยิ่งนัก ความหิวบวกกับความเหนื่อยล้าทำให้อีกฝ่ายอยากจะตอบรับกลับไปอย่างยิ่งถูกต่อต้านด้วยทิฐิสูงล้ำ

ไม่จำเป็น เชิญครับ ท่านคาเพล เสียงขององครักษ์หนุ่มสอดแทรกเข้ามากลางคันช่วยเหลือผู้เป็นนายได้ทันเวลา พร้อมกับปลาย่างหอมอบอวลสามตัวที่ถูกจัดวางไว้บนใบบัวอย่างสวยงาม คาเพลรีบส่งปลาตัวที่หนึ่งเข้าปากอย่างรวดเร็วด้วยความหิวที่แทบไม่ได้รับประทานอะไรมาทั้งวัน

หึหึ รับจากข้าไม่ได้สินะ ต้องจากองครักษ์เท่านั้น ข้าชักเริ่มสงสัยความสัมพันธ์ของพวกเจ้านายบ่าวซะแล้วสิ เดเลียสเอ่ยขึ้น เสียงบ่งบอกความมีเลศนัย

ถ้าเจ้าคิดได้แค่นั้นมันก็เป็นเรื่องของเจ้า ผู้พูดเอ่ยพลางหยิบปลาตัวที่สองทานอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่มาเทสเดินแยกออกไปจัดสถานที่พักค้างแรมสำหรับคืนนี้ องครักษ์หนุ่มมั่นใจว่าในยามที่ชีวิตของยาลาสอยู่ในระหว่างเงื้อมมือมัจจุราชนี้เดเลียสจะไม่ทำอันตรายกับนายของตนอย่างแน่นอน

ว่าแต่คุณชายคาเพลครับ...คุณชายไม่คิดว่าการเดินทางนี้ช้าเกินไปหรือครับ เดเลียสพยายามเลียนแบบการพูดของอีกองครักษ์หนุ่มแต่เปลี่ยนคำเรียกชื่อของอีกฝ่าย

หยุดเรียกข้าแบบนั้นซะที ข้าไม่ใช่คุณชาย และข้าก็ไม่ใช่หนุ่มน้อย ถ้าเจ้ายังดูถูกข้าอีกอย่าหาว่าข้าไปเกรงใจเดเลียส ปฏิกิริยาตอบกลับของอีกฝ่าย ทำให้เดเลียสหัวเราะคิกออกมา

วาณิชอย่างข้า ค้าขายซื่อสัตย์เอ่ยตามที่เห็น

ข้าก็เอ่ยไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าเจ้าเป็นวาณิชที่ตาไร้แวว มีตาหามีแววไม่ จำไม่ได้งั้นหรือ คาเพลสวนกลับบ้าง

วาณิชอย่างข้า ตามีแววหรือไม่นั้นอาจเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการไปถึง บ้าน ของเจ้าในเมืองพรีเทียให้ทันเวลาก่อนที่ราตรีที่สี่และทิวาที่ห้าจะมาถึง มิเช่นนั้น ทั้งชีวิตของยาลาสและเจ้าก็จะต้องสูญสิ้นไป ซึ่งข้าเองก็มิได้ต้องการเช่นนั้น ครานี้เดเลียสเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง น้ำเสียงที่ดูมีพลังอำนาจแตกต่างจากเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง เกศาสีนิลกาฬสั้นประบ่าเพราะถูกเพลิงของรูสเผาไปเมื่อราตรีก่อนพลิ้วไหวตามกระแสลม

ตามปรกติแล้วอย่างน้อย ณ เวลานี้ พวกเราควรจะต้องถึงเมืองพริสต์ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของพรีเทียแล้ว แต่บัดนี้ข้าเดาว่าเรายังเดินทางกันไปได้ไม่ถึงครึ่ง เสียงกังวานใสราวระฆังแก้ว ฟังแล้วเสนาะหูนักของอีกฝ่ายบ่งบอกถึงความเครียดและการครุ่นคิดอยู่เป็นนัย

ในทางกลับกัน เดเลียสซึ่งบัดนี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับนักพรตหนุ่มน้อย เพิ่งมีโอกาสพิจารณาฝ่ายตรงข้ามอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก ใบหน้าขาวได้รูปกระทบกับแสงจากกองไฟ ชุดคลุมสีเขียวพฤกษานั้นขับผิวขาวให้เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น รูปลักษณ์เยี่ยงนี้แม้เป็นอิสตรีก็ยังหาได้ยากยิ่ง เมื่อเป็นบุรุษเพศแล้วก็เพิ่มความน่าประหลาดใจเข้าไปอีก ในระหว่างที่เดเลียสกำลังตกอยู่ในห้วงมโนความคิดของตน เสียงเจือโทสะของอีกฝ่ายก็เรียกสติให้กลับคืน

นี่ตกลงเจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่า ข้าถามว่า ทำไมเจ้าถึงไม่ใช่เวทย์ในการเดินทางล่ะ พวกเจ้าชาวคาเซียไม่จำเป็นต้องใช้สัตว์เวทย์ไม่ใช่หรือ

เจ้าหมายถึง เวทย์ลอยตัว เหาะเหินเดินอากาศ ลอยข้ามภูเขาหุบเหวลำธารพวกนั้นหรือ วาณิชหนุ่มซึ่งถูกเรียกสติให้กลับคืนถามกลับ

ถูกต้อง ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาเพียงเสี้ยววูบ หากแต่ไม่พ้นสายตาอันคมกริบของฝ่ายตรงข้าม

ข้าเป็นเพียงวาณิชธรรมดา หาใช่วงศ์นักรบหรือราชวงศ์ไม่ เวทย์เหล่านั้นข้าใช้ไม่เป็นหรอก เดเลียส ทราบดีถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถามของอีกฝ่าย

อย่ามาทำไขสือ เดเลียส เจ้าสะกดรูส สัตว์เวทย์แห่งเพลิงของข้าได้ด้วยการร่ายเวทย์เพียงครั้งเดียว เจ้าจะบอกว่าใช้เวทย์เหล่านั้นไม่เป็นหรือ พวกเจ้าที่เดินทางมาด้วยกันทั้งหมด เนตรสีส้มอ่อนปรายไปยังอีกฝ่ายเพื่อเค้นถามความจริง แต่ในเรื่องการเจรจานั้นชั้นเชิงของอีกฝ่ายเหนือกว่ามาก

เวทย์ที่ข้าถนัดคือ เวทย์สะกด ก็เท่านั้น พวกที่เดินทางมาด้วยกันกับข้าเป็นลูกน้องข้า แน่นอน ทุกคนเชี่ยวชาญฝีมือดาบพอประมาณ แต่หลักๆ พวกเราไว้ใช้ป้องกันตัวจากโจรป่าอย่างที่ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว เวทย์พวกนั้นก็สามารถใช้ได้บ้างนิดหน่อย แต่คงไม่ใช่เวทย์ระดับสูง เช่น เวทย์ลอยตัว มิเช่นนั้นพวกข้าคงไม่ต้องมาตรากตรำเดินทางเท้าในไพรลึกเช่นนี้ จริงไหม นักพรตหนุ่มถอนใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมจนต่อเหตุผลที่ตนแย้งเพื่อให้เปิดเผยความจริง ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดเพื่อหาทางให้อีกฝ่ายเปิดโปงความลับของตน คาเพลสังเกตเห็นว่าองครักษ์คู่กายของตนหายไปจากบริเวณนั้น

คงต้องจารึกไว้จริงๆ ว่าเป็นการอัพฟิกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ (ของตี้) อยู่ดีๆ ก็มีไฟเขียนขึ้นมาพรึบพรั่บหลังเผชิญมรสุมชีวิต กราบขออภัยทุกท่านที่รออ่านเรื่องชีวิตในญี่ปุ่นของตี้ด้วยนะคะ ตอนนี้มีไฟเขียนนิยายขอในช่วงที่มีเวลา และความสร้างสรรค์ของวิ่งพรวดพราดนี้ ปั่นรวดเดียว (ให้จบ????) อันหลังนี้ขอไม่ยืนยันนะคะ (เพราะพลอตนี้ผูกไว้ยาวมากกกกก นี่ยังไม่ได้ไปถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของเรื่องหรือเปล่าเนี่ย เง้อ)

ยินดีรับคอมเม้นต์จากทุกท่านคะ

ขอบพระคุณพี่ปลา พี่ Nuin และท่านพี่ Insilence ในกระทู้เรื่องชีวิตในญี่ปุ่นด้วยนะคะ ตี้จะพยายามสู้ต่อไปคะพี่ท่าน อ่านแล้วน้ำตาไหลซึ้ง จะพยายามต่อไปคะ

Comment

Comment:

Tweet


Free chat widget @ ShoutMix