ไม่อยากจะพูดถึงความขี้เกียจของเจ้าของบลอคที่กว่าจะอัพแต่ละเอนทรี่ เล่นห่างหายไป ชนิดที่เพื่อนๆ หลายท่านอาจจะคิดว่า เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกหรือเปล่า (ฮา)
ก่อนอื่นในฐานะ เอนทรี่ที่หนึ่งร้อย เราควรจะทำอะไรกับเอนทรี่นี้ดีเนี่ย
แน่นอนต้องขอขอบคุณคุณเวบมาสเตอร์แชมป์ ที่กรุณาสร้างบ้านหลังเล็กนี้ขึ้นมาให้ ว่าแต่ย้ายมาอยู่บ้าน exteen นี้นานขนาดไหนแล้วนะ.... เริ่มจากเอนทรี่แรกเมื่อ 23.08.05 ก็สองขวบแล้วนะเนี่ยบลอคนี้ เพิ่งได้ร้อยเองเรอะ!!!!!!
มาจนถึงเอนทรี่ที่หนึ่งร้อย นิยายบ้าง ติดตามข่าวสารบ้าง หลุมดำบ้าง การเมืองบ้าง พูดบ้าบ้าบอๆ บ่นชีวิตตัวเองบ้าง มีเรื่องมากมายร้อยพัน บางครั้งเบื่อบ้าง ขี้เกียจเขียนบ้าง บางครั้งไฟลุกอยากเขียนขึ้นมาบ้าง ก็อัพกันทุกวัน
คิดแล้วก็แปลกดี พื้นที่ในอินเทอร์เนต สามารถกลายเป็นพื้นที่ในใจของคนเราไปได้
เมื่อร้อยปีก่อน จะมีคนคิดไหมว่า สักวันหนึ่งจะมีคนมานั่งพิมพ์คอมคุยกันคอมเม้นต์กันแบบนี้ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องปรกติไป
ไม่ต้องร้อยปีก่อน เอาแค่ตอนเราอยู่อนุบาลประถมมัธยมต้น จำได้ว่า ตอนนั้นมีเพจเจอร์ ตื่นเต้นกันจะแย่
ใช้ตั้งแต่ 162 จนมาถึง Eddie & The Gang.....

เริ่มออกแนววิชาการมากไปล่ะ
สรุปว่า ฉลองร้อยเอนทรี่ ขอเล่าเรื่องชีวิตในญี่ปุ่นสักหน่อยแล้วกัน ห่างหายไปนาน....
หลายๆ ท่านเคยมีความฝันอยากจะมาเรียนปริญญาโท เอก ต่อกันที่ญี่ปุ่นไหมคะ? 
ถ้าคำตอบคือ "มี" แวะอ่านตรงนี้สักนิด บางครั้งความเป็นจริงอาจจะไม่ได้หอมหวานสวยงามเหมือนอย่างที่คิดก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้ขมจนกลืนไม่ลงเลยเสียทีเดียว เอนทรี่นี้จะเป็นความเห็นส่วนตัวของตี้อย่างเดียว หลายท่านอาจจะเห็นในมุมที่แตกต่างออกไปนะคะ
ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ใฝ่ฝันของชาวไทยหลายท่านทีเดียว ไม่นับบรรดาโอตาคุอย่างเราๆ ที่เรียกได้ว่า เป็นดินแดนแห่งความฝันที่สักวันหนึ่งจะต้องเหยียบย่าง
ก่อนอื่นขออัพเดท สถานภาพปัจจุบัน ตี้สอบผ่านเข้าเป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัย โตเกียวได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (เพิ่งประกาศอาทิตย์นี้) จะได้เริ่มเรียนก็ปีหน้าเดือนเมษา ดูแล้ว แหมม.... ตี้ทำเป็นซีเรียส จริงๆ โลกออกจะสดใส สอบผ่านสนุกสนาน จริงๆ เบื้่องหลังมันเป็นอย่างไร มาอ่านกันนะคะ
ถ้าคำถามเริ่มต้นที่ว่า คุณอยากมาเที่ยวประเทศญี่ปุ่น อยากจะมาเรียนภาษา ตี้จะไม่รีรอที่จะตอบว่า หากมีเงิน มีทุน มาเลย อย่ารอช้า เพราะทั้งสองอย่างนั่นมันดีจริงๆ มีแต่ความสุขอย่างเดียวจริงๆ ยกเว้นบางเคส อาจจะมีบ้างเรื่องโรงเรียนภาษาไม่ดี หรือ ไม่ตรงใจ แต่ยอมรับว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว แฮปปี้รักประเทศญี่ปุ่นกันไป......
แต่การมาเรียนปริญญาโท เอก มันอาจจะไม่ได้หอมหวานแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐบาล หรือ ว่าง่ายๆ มหาวิทยาลัยที่เค้าจะให้คุณใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก และไม่ใช่คอร์สนานาชาติ (ของตี้ตามเงื่อนไขทุนต้องเลือกมหาวิทยาลัยรัฐบาลอย่างเดียว และตี้อยากเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ และท่านสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวคะ)
อันนี้ตี้ขอยกกรณีของคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจนเชี่ยว ชนิดอิคคิว เข้าขั้นเทพแล้ว ขอละไว้นะคะ...
แต่ขอยกกรณีของตี้ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจากไทยมาเล็กน้อยชนิด เลเวลสี่ จะผ่านหรือเปล่ายังกลัว แล้วมาเริ่มเรียนอะอิอุเอะโอะใหม่ที่โอซาก้า 7 เดือน (กราบขอบคุณอาจารย์ที่โอซาก้าด้วย สุดยอดจริงๆ คะ ทั้งเรื่องการสอนและกำลังใจ จนถึงเมื่อวานนี้ยังได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ ขอบคุณมากๆ คะ จากใจ)
จากนั้นก็ลุยเดี่ยวเข้าโตไดในฐานะนักศึกษาวิจัยเลยในเดือนสี่ที่เพิ่งผ่านมา 
ในคณะอย่างที่กล่าวไว้ว่าลุยเดี่ยว ตี้เป็นนักศึกษาไทยคนเดียวคะ (และเป็นนักศึกษาไทยคนที่สองของคณะนี้ พี่ท่านแรกที่จบไปก็ได้คุยกันมา รายละเอียดไว้กล่าวต่อไปนะคะ)
ส่วนประกอบหลักคือคนญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี มีนักศึกษาต่างชาติจากชาติอื่นๆ บ้าง แต่หลักๆ คือที่กล่าวมา ดังนั้นทุกคนภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน และคลาสทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นคะ (เป็นบรรยากาศที่ดีมากสำหรับการเรียนภาษา)
พอเข้าเดือนเมษา แหม.... ย้ายมาโตเกียว ซากุระสวยงาม อากาศดี ท้องฟ้าสดใส ชมฮานามิกับแล็บแสนมีความสุข แต่เพียงแค่คลาสเรียนเริ่มคลาสที่หนึ่งเท่านั้นอาการ "จอด" ก็เริ่มปรากฎขึ้น
จริงๆ แล้วมันเป็นประสบการณ์ที่ดีนะคะ กับการเกิดมาแล้วรู้สึกว่า ตัวเอง "โง่" ที่สุดในห้องเนี่ย.... (ฮา) ให้ตายเถอะ คลาสความยาว 90 นาที ฟังออกไม่ถึง 10% หรือเปล่า เค้าคุยอะไรกัน ทำไมทุกคนมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คเครื่องจิ๋วพกมา เค้าประกาศไปเมื่อไหร่เหรอ ทำไมเราไม่รู้ เห.... แล้วเราทำไงดี
ส่งสายตาอ้อนวอนไปยังเพื่อนหนุ่มข้างๆ (ฮา) เค้าก็คงแบบให้มันหน่อยเถอะ..... ต้องจิ้มหาคำว่า communication ความรู้คาตะกะนะ เรื่อง senmon kotoba (ศัพท์เทคนิค) เอยเท่ากับศูนย์ เอาเรื่องง่ายๆ เรื่องคำว่า การสื่อสาร พอมันเป็นคาตะกะนะ พิมพ์ไม่ถูกอ่ะคะ เพื่อนผู้ชายข้างๆ (คนญี่ปุ่น) หันมามองประมาณว่า....เออ คือ.... ขอโทษคะ โง่คะ (คิดในใจ)
จากนั้นสิ่งที่ได้รับรู้ต่อคือ เดือนแปด จะต้องสอบเข้า ข้อสอบคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ปีที่แล้ว เขียนตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ (ว่าง่ายๆ คือต้องฝึกทักษะอ่านอย่างเดียว)
ปรากฎว่าปีนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางศีรษะ
ต้องตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อยหนึ่งข้อ จากสาม........ภายในเวลาสองชั่วโมง ข้อละอย่างต่ำแปดร้อยตัวอักษร พระเจ้าจอร์จ มันจะเขียนได้ยังไง
ไม่พอ โครงร่างวิจัย จดหมายแนะนำตัว ทุกอย่างต้องเขียนเองเป็นภาษาญี่ปุ่น......
กรณีของตี้โชคดีมากที่ติวเตอร์ดีสุดๆ ดีใจหาย ดีจนกราบได้คงกราบแล้ว.....ช่วยเหลือตลอดจริงๆ แต่ติวเตอร์ก็เขี้ยวพอที่จะให้เราเดินได้ด้วยตัวเอง ถ้าเราไม่เขียนก่อน ไม่ทำอะไรก่อน ติวเตอร์จะไม่เริ่มอะไรก่อนทั้งนั้นเช่นกัน......
หรือแม้กระทั่งเวลาเราไม่เข้าใจ เราอ่านประโยคนี้ปุ๊บถามติวเตอร์ว่าแปลว่าอะไรติวเตอร์ถามกลับ แล้วเข้าใจว่ายังไง เราอธิบายด้วยภาษาญี่ปุ่นงูๆ ปลาๆ ติวเตอร์ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียด (ติวเตอร์พูดอังกฤษไม่ค่อยได้นะคะ หลัก ๆ เราสื่อสารกันด้วยญี่ปุ่น ดิกชั่นนารี และภาษามือ) ปัญหาคือ เราคิดว่าเราเก็ท แต่จริงๆ ที่ผ่านมาเราเข้าใจผิดหมดต่างหาก ...... เฮ้ออ ชีวิต แล้วทุกอย่างมันเป็นศัพท์วิชาการ เรื่องทฤษฎีลึกซึ้งทั้งหมด...แบบว่า สุดๆๆๆๆๆ
ต่อจากนั้น ความเหนื่อยยังคงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เมื่อโปรเฟสเซอร์กล่าวว่า ในการเตรียมสอบต้องอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นด้วย อย่าบอกว่า อ่านไม่ออก เพราะภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่ "ปัจจัย" ตอนนี้เราอยู่ญี่ปุ่นแล้วไม่อ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นะ เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่รู้ว่าการเรียนคณะนี้ของญี่ปุ่นเป็นยังไง 
ซึ่งก็จริงคะ พอได้อ่านแล้วมันต่างกันจริงๆ ที่เคยคิดว่ามันเหมือนกับประเทศไทย ต่างกันคงไม่มาก เพราะเรียนเอกเดิมไม่ได้เปลี่ยน แต่มันต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ ต่างกันจนนึกว่ามาเรียนสาขาใหม่ ทฤษฎีเกือบทุกอย่างต้องจำใหม่หมด แนวคิดก็มองต่างมุม.....โอววววว........(แต่ขอบอกว่า เพราะการที่โปรเฟสเซอร์บอกเราอย่างนี้นี่แหละคะ เป็นแรงที่ทำให้ตี้ฟิตอ่านหนังสือเซมมอง (หนังสือวิชาเฉพาะ)จนเรียกได้ว่า อ่านออกมาถึงทุกวันนี้ กราบขอบคุณอาจารย์คะ)
แต่ ณ เวลานั้นหลังจากได้ยิน คำตอบในใจ คือ
อาจารย์คะ มันคือ ปัจจัย เลยคะ มันคือ ปัจจัยเลย เวลาที่เหลืออีกแค่สามเดือนกับหนังสือภาษาญี่ปุ่นหนึ่งกองที่วันแรกใช้เวลาทั้งวันอ่านได้แค่สี่หน้าเอห้า ซ้ำเข้าใจความหมายผิดอีกต่างหาก (มาอ่านอีกทีทีหลัง)
แล้วจะเอาอะไรไปสอบกับเค้า !!!!!!!
หลายท่านบอกว่า เป็นทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (AYF ก็นับเป็นทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภทหนึ่งนะคะ) เรื่องสอบไม่ต้องกลัว เพราะไม่มีใครตกอยู่แล้ว....
ตี้มายืนยัน กลิ้งยัน นอนยันไว้ตรงนี้เลยคะ
"ไม่จริงคะ"
ถ้าเป็นโตได คณะที่ตี้เรียน ความจริงทีว่า เป็นเด็กทุนมอง มีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ไม่มีทางที่จะสอบไม่ผ่าน เป็นความจริงที่เข้าใจผิดอย่างมากที่สุด !!!!!!!
ที่แน่ๆ ปีนี้ มีเด็กทุนมองที่สอบพร้อมตี้ (เท่าที่ทราบ) อย่างน้อยก็ห้าชีวิตแล้ว ที่อาจจะต้องกลับบ้านมือเปล่า (หากหามหาวิทยาลัยอื่นไม่ทัน)ดังนั้น ขอให้เข้าใจถึงความเครียดของการสอบของที่นี่จริงๆ คะ.....
(ไว้มาเขียนต่อ เอนทรี่ที่ 101 นะคะ)
ปล... ที่เขียนไปข้างบนนั้นยังไม่เริ่มต้นของความรู้สึกที่เรียกว่า นี่แหละที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยคะ..... (ฮา) ข้างบนเป็นน้ำจิ้ม เดี๋ยวไว้ต่อเอนทรี่ถัดไปคะ
แค่เรียนคลาสแอดวานซ์ที่วาเซดะเมืองไทยพี่ก็เจอแต่พวกคนเทพๆเค้าคุยกัน พูดญี่ปุ่นได้ดังใจหมายราวกับไม่ต้องคิดน่ะ ในขณะที่เรายังนึกศัพท์ไม่ออก เรียงประโยคไม่ถูกก็มี
กลัวไตหายกลายเป็นสินค้าแทน... ก๊ากกกกกกกก
) ทำไมมันช่างละลานหูละลานตา ละลานใจอย่างนี้ วิตามิน M ก็ร่อยหรอเหลือเกินนนนน