Fiction : เพชรพระอุมา ตอนจินตกาล
โปรดทราบ : เรื่องนี้แต่งขึ้นเกิดจากความชอบส่วนตัวของผู้แต่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อเรื่องจริงๆ ทั้งสิ้น....
WARNING!!!!!
----------- เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Boy's love ชายรักชาย หากท่านใดไม่ชอบเรื่องราวเหล่านี้กรุณากดกากบาทที่มุมขวาบนแล้วปิดตาไปนะคะ -------------
**** ลิขสิทธิ์ของ Fiction นี้ถือเป็นสิทธิ์ขาดของผู้แต่ง****
บทนำ
ท่ามกลางภูมิอากาศที่หนาวเหน็บยามค่ำคืนของหนองน้ำแห้ง บุรุษผู้ได้ชื่อว่าพรานใหญ่ที่พิชิตเมืองมรกตนครเพื่อค้นหาขุมเพชรพระอุมา ขุมสมบัติอันลึกลับและเป็นปริศนามาตั้งแต่บรรพกาล กำลังนั่งอยู่บนเรือนไม้อย่างทอดอารมณ์ แววตาสีเหล็กแห้งกร้านมองเหม่อออกไปยังราวป่าภายนอก
บัดนี้เสียงจักจั่นเรไรเริ่มร้องระงมตามธรรมชาติของมัน ดนตรีไพรเหล่านี้ซึมเข้าไปในโสตสัมผัสของอดีตร้อยตำรวจเอกตระเวณชายแดนช้าๆ และขับกล่อมให้สติรพินทร์ ไพรวัลย์ ค่อยๆ ตกลงสู่ภวังค์ เปลือกตาพริ้มลงจนมาชิดสนิทกัน เสียงกรนดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คอเอียงราบไปกับพนักพิงของเก้าอี้ไม้สักหนวดเคราที่เริ่มรกรุงรังเพราะไม่ได้ถางหรือตัดมาเป็นเวลาแรมเดือนปกคลุมไปทั่ว แต่ก็ยังเผยให้รอยยิ้มบางๆ ที่เกิดจากภาพฝันที่เขากำลังดื่มด่ำอยู่
พลันรพินทร์ลุกพรวดจากท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดขึ้นตามบริเวณใบหน้า ดวงตาเบิกโพลง เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เมื่อพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความฝัน จึงตัดสินใจเดินออกมาชมแสงจันทร์ยามเที่ยงคืนของเดือนเพ็ญเช่นนี้ .....
ตอนที่ 1
ด้านนอกของปางพักบัดนี้หยาดน้ำค้างเริ่มเกาะพราวตามกิ่งไม้ ความเย็นยะเยือกแทรกเข้าไปในทุกอณูของร่างกาย ดวงแขส่องแสงลงมาอาบกายทำให้พรานใหญ่ครุ่นคิดถึงฝันเมื่อสักครู่ แน่นอนในยามแรกนั้น ความฝันของเขาคงหนีไปพ้น ภาพของราชนิกูลสาวผู้เปรียบเสมือนดอกฟ้าที่เคยร่วมออกเดินทางไปกับเขาอย่างสมบุกสมบัน ฝีมือยิงปืนอันเฉียบคมและกลิ่นกายอันหอมหวาน ซึ่งไม่เหมาะที่จะมายุ่งเกี่ยวกับพรานป่าที่เปรียบเหมือนธุลีดินเช่นเขา ภาพของราชนิกูลผู้ยิ้มละไมพร้อมเอ่ยนามของเขาทำให้เขารู้สึกดียิ่งนัก แต่ก็รู้ว่าตนเองนั้นต่ำต้อยหาได้มีโอกาสได้เอื้อมไปสัมผัสดอกฟ้าไม่
แต่แล้วสิ่งที่เข้ามาสัมผัสในมโนสำนึกของเขานั่นก็คือภาพที่เกิดถัดมา และมันก็เฝ้าหลอกหลอนเขามาเป็นเวลาแรมเดือนแล้ว รพินทร์ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้เมื่อรู้ว่าทุกคราที่เขาพริ้มตาหลับลงเมื่อใด เมื่อนั้นนิมิตนี้ต้องปรากฎแก่เขา พรานใหญ่เตะต้นไม้ล้มลุกต้นเล็กๆ ข้างปางพัก อย่างขุ่นเคือง ใช่สิ!!! ภาพของจักราชหรือแงซาย กะเหรี่ยงการะเวกเสียงใสคนนั้น ในยามที่น้ำตาหลั่งลงมาอาบแก้มมือที่ใหญ่และอบอุ่นสัมผัสกับมือของเขาที่หยาบกร้าน เมื่อต้องลาจาก สายตาอันสวยงามยิ่งกว่าดวงตาที่รพินทร์เคยเห็นเป็นไหนๆ เนื้อทรายที่ว่ามีดวงตางามแล้ว แต่ก็หาสู้แงซายในวันนั้นไม่ ภาพที่เขาต้องลาจากเจ้ากระเหรี่ยงรูปงามอย่างไม่มีวันที่จะได้พบกันอีก
หลังจากวันนั้น รพินทร์กลับมาถึงหนองน้ำแห้งลาจากกับคณะเดินทางและประกอบอาชีพพรานป่าของเขาต่อไป แต่ทุกราตรีสิ่งที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าเป็นนิมิตหรือความฝันบ้าบออะไรก็ได้ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ภาพของแงซายยามลาจากกับเขายังคงติดตรึงอยู่ในมโนสำนึก เขาต้องมองเห็นกระเหรี่ยงหนุ่มมายืนอำลาเขาทุกครั้ง ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับแงซาย มีกบฎอีกหรือ จนทำให้เขาไม่เป็นอันกินอันนอน ในขณะที่เขากำลังเดินอย่างหัวเสียอยู่นั้น เสียงเรียกกู่เรียกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น พรานใหญ่หันไปด้านที่เสียงกู่ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกู่กลับไปด้วยความคุ้นเคยกับเจ้าของเสียงเป็นอย่างดี
"วู้ นาย....มาทำอะไรอยู่ดึกๆ ดื่นๆ เนี่ย จะไปล่าเสือล่าเนื้อ ทำไมไม่ชวนบุญคำเล่า" ตาพรานเฒ่าแห่งเขาอึมครึมถามอย่างคุ้นเคย
"เปล่าหรอก บุญคำ ฉันเพียงนอนไม่หลับเท่านั้นก็เลยออกมาเดินชมจันทร์อย่างนี้"
"แปลกแฮะ นายตรู... หมู่นี้ชอบออกมาชมพระจันทร์บ่อยจังหนอ หรือว่าคิดถึงนายหญิง... เฮ้อนายหนอนาย น่าสงสารจริงๆ " พรานเฒ่าคิดในใจ ก่อนจะชวนรพินทร์ให้ขึ้นไปนอนบนปางพัก เพราะน้ำค้างเริ่มลงแรงมากแล้ว
TBC